รู้จักเชียงใหม่


            เชียงใหม่ หรือ “นพบุรีศรีนครพิงค์”  นับเป็นศูนย์กลางของจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ เป็นเมืองตากอากาศและเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไม่เพียงแต่ในประเทศ  แต่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก  เนื่องจากเพียบพร้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม  ประเพณี รวมถึงธรรมชาติอันงดงาม  ทำให้มีผู้มาท่องเที่ยวเป็นจำนวนหลายล้านคนในแต่ละปี
            เชียงใหม่มีอดีตอันรุ่งเรือง  เนื่องจากตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ซึ่งไหลลงมาถึงปากอ่าวไทย  จึงเป็นเมืองศูนย์กลางอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรล้านนา และเป็นศูนย์กลางในการติดต่อกับอาณาจักรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรล้านช้างของลาว  หรืออาณาจักรสุโขทัยทางตอนใต้  รวมถึงแว่นแคว้นต่าง ๆ มีการแลกเปลี่ยนความรู้และการศึกษา ทั้งทางด้านศาสนา  สถาปัตยกรรม และการค้า ส่งผลให้มีศิลปวิทยาการที่น่าสนใจเป็นของตนเอง ในอดีตมักมีพ่อค้าเงี้ยวจากพม่าและพ่อค้าจีนฮ่อจากยูนนาน เดินทางด้วยขบวนม้าต่างวัวต่าง ล่องลงใต้มาค้าขายในเชียงใหม่อยู่เสมอ  ปัจจุบันเชียงใหม่ก็ยังเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคม มีเส้นทางรถไปถึงจังหวัดรอบข้าง  ไม่ว่าจะเป็นแม่ฮ่องสอน  เชียงราย  ลำปาง  มีท่าอากาศยานนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ  สามารถเดินทางไปยังคุณหมิงและยูนนานของจีน ย่างกุ้งของพม่า และหลวงพระบางของลาว
            ถ้าสามารถมองเชียงใหม่จากทางอากาศจะพบว่าประกอบด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่ สูงต่ำสลับซับซ้อนต่อเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัย กับเทือกเขาในแคว้นยูนนานของจีน  ส่วนใหญ่เป็นแนวยาวขนานกันตามทิศเหนือ-ใต้  มีที่ราบอยู่ในหุบเขาซึ่งมีแม่น้ำไหลผ่านตามริมแม่น้ำเป็นที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญของชุมชนล้านนา โดยเฉพาะแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูนซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำอย่างดี ส่วนทางตอนเหนือมีแอ่งที่ราบลุ่มฝาง  ทางตอนใต้มีแอ่งที่ราบลุ่มแม่แจ่ม ซึ่งมีชุมชนที่ยังดำรงวัฒนธรรมอันงดงามไว้อย่างต่อเนื่อง บนเทือกดอยติดกับประเทศพม่า เป็นเส้นทางที่ชาวเขาใช้เดินทางข้ามไปมา รวมทั้งมีการลงหลักปักฐานมานานนับพันปี  อย่างไรก็ตามชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับต่างประเทศ ก็เป็นแหล่งลักลอบขนย้ายยาเสพติดดับที่เป็นข่าวอยู่เสมอ ๆ
            ด้วยสภาพที่เต็มไปด้วยเทือกดอยอันเป็นภูมิประเทศที่สวยงาม ประกอบกับที่ตั้งซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศซึ่งทุกปีในช่วงฤดูหนาวจะมีความกดอากาศสูงแผ่มาปกคลุม  ทำให้เชียงใหม่มีอากาศหนาวเย็นสบาย จึงมีผู้ต้องการมาพักอาศัยและท่องเที่ยวในฤดูหนาวเป็นอย่างมาก  โดยมีการสร้างบ้านพักตากอากาศ หรือรีสอร์ตต่าง ๆ กิจกรรมอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นและส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมในเมืองลดลง  จนต้องขยายที่ทำกินไปในเขตภูเขา บุกรุกเข้าไปในเขตป่าไม้  จนเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน
            นอกจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมบริการอื่น ๆ เช่น โรงแรม  ร้านอาหาร แม้แต่งานหัตถกรรมที่เคยเป็นเพียงอุตสาหกรรมในครัวเรือน ก็ขยายตัวเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  เช่น การแกะสลัก  การทำเครื่องปั้นดินเผา  ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ปัจจุบันจึงเริ่มมีการซื้อหาวัตถุดิบจากจังหวัดอื่น ๆ รอบข้าง
            แม้กระนั้นก็ตาม เชียงใหม่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งภูเขาสูง ป่าไม้ และสายน้ำ  เชียงใหม่จึงเป็นดินแดนประหนึ่งเมืองในฝันที่เล่าขานกันถึงวัฒนธรรมอันดีงามของผู้คนซึ่งมีจิตใจโอบอ้อมอารี  บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น อากาศสดชื่น และงดงามด้วยทิวทัศน์ทางธรรมชาติ เชียงใหม่จึงเป็นเมืองที่ทุกคนใฝ่ฝันจะเดินทางไปเยือนเพื่อแสวงหาความรื่นรมย์แก่ชีวิตอยู่เสมอ


ข้อมูลทั่วไปของจังหวัด

ที่ตั้ง

พื้นที่
อาณาเขต







แม่น้ำ

ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ  สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 310 ม. อยู่ห่างจากรุงเทพฯประมาณ 750 กม.

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและเทือกเขา โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือดอยอินทนนท์ สูงประมาณ 2,565 ม.
20,107.057  ตร.กม.
ทิศเหนือ           -  ติดกับรัฐเชียงตุงของประเทศพม่า
ทิศใต้                -  ติดกับ   จ.ลำพูน และ จ.ตาก
ทิศตะวันออก    -  ติดกับ   จ.ลำปาง  จ.เชียงราย  และ  จ. ลำพูน
ทิศตะวันตก      -  ติกับ  จ.แม่ฮ่องสอน
คนเชียงใหม่นิยมเรียกแม่น้ำว่า “น้ำแม่”  โดยมีแม่น้ำสำคัญอยู่หลายสาย เช่น

น้ำแม่ปิง  มีความยาวตลอดสาย 600  กม.
น้ำแม่กก  มีความยาวตลอดสาย  180  กม.
น้ำแม่แจ่ม  มีความยาวตลอดสาย 170 กม.
น้ำแม่ตื่น  มีความยาวตลอดสาย  150  กม.
น้ำแม่แตง  มีความยาวตลอดสาย  135  กม.
น้ำแม่งัด  มีความยาวตลอดสาย 100  กม.

ภูมิอากาศ                 แบ่งออกเป็นสามฤดู
           ฤดูฝน – เดือน มิ.ย.-ต.ค. มีฝนตกชุก เนื่องจากมีสภาพเป็นภูเขาสูง และมีป่าต้นน้ำจำนวนมาก  ทำให้ความชุ่มชื้นในอากาศสูง โดยเฉพาะบนยอดดอยมีฝนตกเกือบทุกวัน
          ฤดูหนาว – เดือน พ.ย.-ก.พ.  อากาศไม่หนาวจัดมาก  ท้องฟ้าแจ่มใสมีแดดตลอดวัน มีหมอกลงบ้างในตอนเช้าเป็นฤดูที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวกันมาก อุณหภูมิต่ำสุดโดยเฉลี่ยประมาณ 140ซ.  แต่ถ้าบนยอดดอยอาจต่ำลงถึง  40  ซ.
          ฤดูร้อน – เดือน มี.ค.-พ.ค. อากาศจะร้อนมากในช่วงกลางวันเนื่องจากสภาพเป็นแอ่งกระทะ ในช่วงกลางคืนอากาศจะเย็นลง อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 300  ซ.


สภาพธรรมชาติ

            เชียงใหม่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย  แต่มีพื้นที่เพียงร้อยละ 30.9 เท่านั้น เป็นพื้นที่ราบลุ่มและราบเชิงเขา ส่วนอีกเกือบร้อยละ 70  เป็นภูเขา
            ทางด้านเหนือมีทิวเขาแดนลาว ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่มณฑลยูนานประเทศจีน  ทอดตัวลงมาเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างไทยกับพม่า ยอดเขาที่รู้จักกันดีคือดอยผ้าห่มปก  ดอยอ่างขาง  ดอยปู่หมื่น
            ทิวเขาผีปันน้ำเป็นทิวเขาที่อยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำปิงต่อกับทิวเขาแดนลาวเป็นแนวยาวไปทางตะวันออกเฉียงใต้จดทิวเขาหลวงพระบาง  ส่วนทิวเขาถนนธงชัย  มีอาณาเขตตั้งแต่ จ.กาญจนบุรี  ทอดยาวขึ้นไปทางเหนือจดกับทิวเขาแดนลาวทางตอนบนของ จ.เชียงใหม่ มีสามทิวเขาย่อย คือถนนธงชัยตะวันตก  ถนนธงชัยกลางและถนนธงชัยตะวันออก
            ด้วยสภาพที่มีทิวเขาเป็นจำนวนมากนี้เองที่ทำให้เชียงใหม่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งที่เที่ยวทางธรรมชาติ รวมถึงยอดดอยสูงติดอันดับของประเทศ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยหลวงเชียงดาว  ดอยปุย  เป็นต้น  เหล่าเทือกทิวเขานี้เองเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วไป  เนื่องจากมีเส้นทางเดินป่าอันหลากหลาย ณ จุดยอดดอยต่าง ๆ ก็สามารถชมทิวทัศน์  ทะเลหมอก ได้อย่างงดงาม
            ภูเขาเหล่านี้มีทั้งภูเขาหินแกรนิต  ภูเขาหินปูน  ซึ่งปกคลุมด้วยป่าไม้หลากหลายชนิด ได้แก่ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งมีไม้ค่าจำนวนมาก ทั้งไม้สัก  ไม้แดง  ไม้มะค่า  ไม้เต็ง  ไม้รัง ป่าดงดิบซึ่งมีทั้งป่าดงดิบชื้น  ป่าดงดิบเขา  ป่าสนเขา  คนไทยสมัยก่อนรู้จักเชียงใหม่ดีในฐานะเมืองที่มีป่าสักใหญ่ที่สุดในประเทศ และแหล่งทำไม้มีค่า เช่น ยาง  ตะเคียน  กระบาก ฯลฯ

เทือกเขาที่สูงที่สุด 10 อันดับของประเทศ

ชื่อยอดเขา

ดอยอินทนนท์
ดอยผ้าห่มปก
ดอยหลวงเชียงดาว
ภูสอยดาว
ดอยลังกาหลวง
ดอยอ่างขาง
ดอยม่อนจอง
เขาหลวง
ดอยปุย
เขาสอยดาวใต้

จังหวัดที่ตั้ง

จ.เชียงใหม่
จ.เชียงใหม่
จ.เชียงใหม่
จ.อุตรดิตถ์-พิษณุโลก
จ.เชียงใหม่-เชียงราย-ลำปาง
จ.เชียงใหม่
จ.เชียงใหม่
จ.นครศรีธรรมราช
จ.เชียงใหม่
จ. จันทบุรี

ความสูง

2,565 ม.
2,288 ม.
2,225 ม.
2,102 ม.
2,030 ม.
1,939 ม.
1,929 ม.
1,835 ม.
1,685 ม.
1,670 ม.


ภายในป่าเหล่านี้ยังเป็นแหล่งกล้วยไม้สำคัญของประเทศกล้วยไม้ที่มีดอกสวยงามและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก  เช่น ฟ้ามุ่ย  ช้างน้าว  ช้างกระ  สามปอยดง  เอื้องผึ้ง  เอื้องแซะ  เข็มแดง  และอีกหลายสิบชนิด  มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเทือกเขาแถบนี้  ส่วนสัตว์ป่านั้นก็ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งเสือ  ช้าง  กระทิง  เก้ง  กวาง  หมาป่า  รวมถึงนกชนิดต่าง ๆ กระจายอยู่ตามพื้นที่ทั่วจังหวัด
            ป่าเหล่านี้ยังเป็นป่าต้นน้ำสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำปิง  ที่นอกจากจะไหลมาหล่อเลี้ยงภาคเกษตรกรรมของเชียงใหม่แล้ว  ยังไหลมารวมกับแม่น้ำวัง  ยม  และ  น่าน ก่อเกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาอันยิ่งใหญ่ของประเทศ  แหล่งต้นน้ำสำคัญอื่น ๆ เช่น แม่น้ำฝางทางตอนเหนือ  แม่น้ำแม่แตงทางตอนกลาง  แม่น้ำแม่กลาง แม่น้ำแม่แจ่มทางจอมทอง ลำน้ำแม่ตื่นทางตอนล่างแถบ อ.อมก๋อย  หลายแหล่งกลายเป็นจุดล่องแก่งล่องแพ
            ส่วนตามพื้นที่ราบต่าง ๆ ได้รับปุ๋ยอันอุดมสมบูรณ์ที่แม่น้ำพัดพามาทุกปี จึงสามารถปลูกพืชผักผลไม้ได้เป็นจำนวนมาก  ทั้งข้าวกระเทียม  โดยเฉพาะผลไม้ที่ชอบอากาศหนาว เช่น ลำไย  และลิ้นจี่ ยิ่งเมื่อมีการจัดตั้งสถานีวิจัยพืชผักเมืองหนาวของโครงการหลวง จึงทำให้เชียงใหม่สามารถภัฒนาการเกษตรในที่สูงซึ่งมีอากาศหนาวได้ดีขึ้น ปัจจุบันจึงมีผลผลิตที่เป็นพืชต่างประเทศ เช่น สตรอเบอรี  แอปเปิ้ล  พลับ  เห็ดหอม  รวมถึงดอกไม้หลากหลายชนิดจากธรรมชาติ เช่น กล้วยไม้  กุหลาบ  ก็ได้รับการพัฒนาพันธุ์ขึ้นมา รวมทั้งไม้ดอกเมืองหนาวอย่างทิวลิป  ลิลลี่  ฮอลลี่ฮ็อก  เบญจมาศ และอื่น ๆ ทำให้เชียงใหม่สวยสดขึ้นมากในฤดูหนาว

ประวัติและความเป็นมา


                เชียงใหม่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน ในตำนานแรก ๆ ที่กล่าวถึงเชียงใหม่ อย่างตำนานว่าด้วยพระธาตุในล้านนา กล่าวถึงลัวะว่าเป็นชนพื้นเมืองมาก่อน  ตำนานมูลศษสนา ชินกาลมาลีปกรณ์และจามเทวีวงศ์  กล่าวเปรียบเทียบลัวะว่าเป็นคนเกิดในรอยเท้าสัตว์ด้วยเหตุที่   ลัวะถือเอารูปสัตว์เป็นสัญลักษณ์ ตำนานรุ่นหลังอย่างตำนานสุวรรณคำแดงหรือตำนานเสาอินทขิล  เล่าว่าลัวะเป็นผู้สร้างเวียงเจ็ดลิน  เวียงสวนดอก  และเวียงนพบุรีหรือเชียงใหม่  ลัวะจึงน่าจะเป็นชนกลุ่มแรกที่สร้างเมือง  แต่ก่อนหน้านี้ก็คงมีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นี่ก่อนแล้วแต่ยังไม่เป็นเมืองเต็มรูปแบบ

              ในขณะเดียวกันที่ลำพูน ก็มีเมืองชื่อหริภุญไชย  ตามตำนานการสร้างเมืองเล่าว่า  พระนางจามเทวีวงศ์  ธิดากษัตริย์เมืองละโว้เสด็จขึ้นมาครองหริภุญไชยใน พ.ศ. 1310-1311 ครั้งนั้นพระนางได้พาบริวารข้าราชบริพารที่เชี่ยวชาญในศิลปวิทยาการต่าง ๆ ขึ้นมาด้วย หริภุญไชยจึงได้รับเอาพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมละโว้มาใช้ในการพัฒนาจนเจริญขึ้นเป็นแคว้นใหญ่  จวบจนประมาณปี พ.ศ. 1839 พญามังราย ผู้สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก หรือ ลวจักราชเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลาว  ครองเมืองเงินยางซึ่งได้แผ่อำนาจครอบคลุมลุ่มแม่น้ำกก และได้เวียงเชียงรายขึ้นเป็นองบัญชาการซ่องสุมไพร่พลเพื่อยึดครองหริภุญไชยเนื่องจากหริภุญไชยเป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญและเป็นชุมทางการค้า
            พญามังรายได้เข้ายึดครองหริภุญไชย แล้วประทับอยู่เพียง 2 ปี ก็ทรงย้ายไปสร้างเวียงกุมกามใน พ.ศ. 1837 ก่อนจะย้ายมาสร้างเวียงเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839  โดยได้ร่วมกับพระสหายคือพญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง  สถาปนา “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่”  ขึ้น
            พญามังรายได้พัฒนาเมืองเชียงใหม่ทั้งการก่อสร้างวัดวาอาราม มีการตรากฎหมายที่เรียกว่า “มังรายศาสตร์” รวมถึงรับเอาพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์เข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักร ซึ่งทำให้พระภิกษุในล้านนาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก สมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 อาณาจักรล้านนาได้ขยายออกไปอีกอย่างกว้างขวางพร้อมกับได้ผูกสัมพันธ์ไมตรีกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งในสมัยของพระเจ้าติโลกราชนี้เองที่ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
            อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมลงในปลายสมัยพญาเมืองแก้ว เนื่องจากทำสงครามกับเชียงตุงพ่ายแพ้เสียชีวิตไพร่พลเป็นอันมาก ประกอบกับเกิดอุทกภัย  กระทบถึงความมั่นคงของอาณาจักร เมืองในการปกครองเริ่มตีตัวออกห่าง พ.ศ. 2101 ในสมัยมหาเทวีจิรประภา  กษัตริย์องค์ที่ 15 พม่าได้ยกกองทัพมาตีเชียงใหม่ เพียง 3 วันก็เสียเมือง และกลายเป็นเมืองขึ้นของพม่ายาวนานถึง 216 ปี
            ต่อมาในปี พ.ศ. 2317  พญาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละ  ได้ร่วมกันต่อต้านพม่า และอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี ยกทัพมาขับไล่พม่าพ่ายแพ้ไป  ต่อมาในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ได้ทรงแต่งตั้งพระเจ้ากาวิละขึ้นครองเมืองในฐานะเมืองประเทศราช  พระเจ้ากาวิละได้ฟื้นฟูเชียงใหม่จนมีอาณาเขตกว้างขวาง  การค้าขายรุ่งเรือง ขณะเดียวกันก็จัดส่งบรรณาการ ส่วยสิ่งของและอื่น ๆ ให้แก่กรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งยังมีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าเมืองและขุนนางระดับสูง
            ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5  เมื่ออิทธิพลตะวันตกแผ่เข้ามาในเมืองไทย  มีการปฏิรูปการปกครอง โดยผนวกดินแดนล้านนาเข้าเป็นมณฑลพายัพ แต่ก็ยังเป็นเมืองประเทศราชในอาณัติราชอาณาจักรสยาม ตรงกับรัชสมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ และรัชกาลที่ 5 ได้ทรงขอเจ้าดารารัศมี ธิดาของเจ้าอินทวิชยานนท์ไปเป็นชายา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
            เมื่อมีการสร้างทางรถไฟขึ้นในเวลาต่อมา ส่งผลให้เมืองเชียงใหม่ขยายตัวยิ่งขึ้นและใกล้ชิดกรุงเทพฯ มากขึ้น ในปี พ.ศ. 2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มณฑลเทศาภิบาลถูกยกเลิกเชียงใหม่มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่ง หลังจากนั้นเชียงใหม่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนมีความสำคัญรองจากกรุงเทพฯ เท่านั้น

ชัยเจ็ดประการแห่งที่ตั้งเมืองเชียงใหม่

เมื่อปีพุทธศักราช 1839  หลังจากพญามังรายมีชัยชนะแก่พญายังแห่งอาณาจักรหริภุญไชย พญามังรายทรงเชิญพระสหาย คือพญาร่วงแห่งเมืองสุโขทัยหรือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพญางำเมืองแห่งพะเยามาร่วมพิจารณาทำเลเมืองเพื่อสร้างราชธานีขึ้นใหม่บริเวณที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำปิง  ตรงเชิงดอยอ้อยช้าง  ทุกพระองค์ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะพญางำเมืองทรงถวายความเห็นว่า “เขตของเมืองนี้ดีจริงเพราะเหตุว่าเนื้อดินมีพรรณรังสีห้าประการ มีชัยเจ็ดประการ เมืองนี้มีสิทธิ์นักแล”
          ชัยเจ็ดประการที่พญางำเมืองทรงกล่าวถึง ได้แก่ หนึ่ง พื้นที่นี้แต่เดิมเคยมีกวางเผือกสองแม่ลูกอาศัยอยู่ และมีคนไปนมัสการกันมาก  สอง ต่อมามีฟาน (เก้ง) สองแม่ลูกมาอาศัย และฝูงสุนัขไม่อาจทำร้ายได้  สาม มีหนูเผือกอาศัยอยู่พร้อมด้วยบริวารสี่ตัว   สี มีพื้นที่สูงอยู่ทางด้านทิศตะวันตกและเอียงลาดไปทางทิศตะวันออก ห้า มีน้ำตกจากดอยสุเทพโอบล้อมตัวเมืองเอาไว้  หก  มีหนองน้ำใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง ซึ่งเคยเป็นสถานที่เคารพสักการะของเจ้าเมืองต่างๆ มาแล้ว  และเจ็ด  มีแม่น้ำระมิงค์ (ปิง) ที่เกิดจากเทือกเขามีปันน้ำ ไหลผ่านดอยอ่างสุลุง ซึ่งถึงกันว่าเป็นที่สรงน้ำของพระพุทธเจ้าแล้วไหลผ่านตัวเมือง
          พญามังรายทรงสร้างราชธานีขึ้นใหม่ ณ ที่ราบเชิงดอยสุเทพห่งนี้ โดยสร้างกำแพงเมืองกว้างด้านละ 800 วา ยาวด้านละ 1,000 วา มาบรรจบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เมื่อทรงสร้างเมืองใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้โปรดให้มีการจัดงานฉลองเมืองอย่างครึกครื้นเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน
          พญามังรายมหาราช  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพญางำเมืองได้ทรงช่วยกันขนานนามเมืองเชียงใหม่แห่งนี้ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่”

ศิลปะและวัฒนธรรม

            เชียงใหม่มีอายุกว่า 700 ปีมาแล้ว ทางด้านสถาปัตยกรรม ตั้งแต่โบราณมาแล้วที่เชียงใหม่รับเอารูปแบบการสร้างบ้านแปงเมืองมาจากหลายท้องถิ่น สังเกตได้จากการก่อสร้างวัดวาอาราม โบสถ์  วิหารต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลจากละโว้  พม่า  ไทยใหญ่ ผสมกลมกลืนกันจนเป็นรูปแบบพิเศษของล้านนาซึ่งมีทั้งงานไม้  งานปูนปั้นระดับกระจก โดยเฉพาะเครื่องไม้  เนื่องจากเชียงใหม่มีป่าไม้จำนวนมหาศาล จึงเกิดการฝึกปรือฝีมือในการทำงานไม้ขึ้นอย่างดี
            ในเชิงช่าง งานศิลปหัตถกรรมของเชียงใหม่ก็โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากมีชนเชื้อชาติต่างๆ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ และมักมีช่างฝีมืออยู่ด้วยจำนวนมาก  รวมทั้งด้วยความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของล้านนา จึงมีช่างเครื่องเงินจากวัวลายในรัฐฉานอพยพมาตั้งรกราก (สมัยก่อนการค้าขายจะใช้โลหะ “เงิน” เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า) และสร้างสรรค์เครื่องเงินอันเป็นเอกลักษณ์  ด้วยการผสมผสานลวดลายทั้งแบบเชียงใหม่ ลายเมือง  ลายดอกฝ้าย หรือพวกทรงม่าน ลายม่าน ที่งดงามแปลกตาขึ้น
            นอกจากนี้ยังมีชาวไทยเขินซึ่งมาจากเชียงตุง นำเครื่องเขินเข้ามาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวเชียงใหม่ งานหัตถกรรมอื่น ๆ เช่น การทอผ้า ทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม ได้พัฒนารูปแบบเป็นของตนเอง อย่างผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม หรือ “ฝ้ายตอมือ” ที่ทอใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในทุกพื้นที่ งานจักสานเครื่องใช้ไม้สอยจากไม้ไผ่ก็มีจำนวนมาก เพื่อใช้บรรจุผลิตผลทางการเกษตร อีกทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากมีป่าไผ่มาก  ซึ่งไผ่ทางภาคเหนือมีชนิดที่มีลำต้นอวบใหญ่ เนื้อหนาใช้ประโยชน์ได้มาก  การทำกระดาษสาเพื่อนำไปทำร่ม  รวมถึงการที่มี “ดิน” ดี สามารถนำมาใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาได้หลากหลายรูปแบบ
            งานแกะสลักไม้ก็เป็นงานที่ “สล่า” หรือช่างชาวเชียงใหม่ เชี่ยวชาญ แม้แต่เด็ก ๆ ก็สามารถแกะสลักไม้ได้ และด้วยศรัทธาต่อศาสนาอย่างแรงกล้า สิ่งประดับวิหาร ศาลา โบสถ์ จึงเป็นของที่ทำขึ้นอย่างดีที่สุด งามที่สุด  ซึ่งยังพบเห็นได้ทั่วไปในทุกอำเภอ
            เชียงใหม่ยังมีประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยเฉพาะชนกลุ่มใหญ่ที่เป็นชาวไทยโยน หรือไทยยวน มีประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง  ในรอบปีมีทั้งการเถลิงศกในวันปี๋ใหม่เมืองหรือวันสงกรานต์ การบูชาเสาอินทขิลเมื่อเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก ความคิดเรื่องการปันแบ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็เห็นได้จากประเพณีตานก๋วยสลาก หรือบุญข้าวล้นบาตร ที่ถวายสิ่งของ แก่พระภิกษุสามเณร  และยังเผื่อแผ่ไปถึงคนยากคนจน
            ประเพณีเฉพาะของเชียงใหม่ยังมีอีกมากทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับ “ผี” และ “ศาสนา” เช่น การลอยโคมเพื่อลอยความทุกข์ ก็ร่วมอยู่กับการฟังเทศน์มหาชาติ  จุดผางประทีปเพื่อบูชาศาสนา หรือการไหว้พระธาตุ คนทุกคนมีพระธาตุประจำปีเกิด เช่น คนเกิดปีจอ ต้องไปไหว้พระธาตุจุฬามณีบนวรรค์ เป็นต้น  มีการทำตุงหรือธงยาว เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่งานบุญ งานบวช  จนถึงงานศพ
            คนเมืองมีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งภาษาพูดที่เรียกว่า “คำเมือง”  ซึ่งมีสำเนียงแตกต่างกันออกไปอีกตามท้องถิ่น และภาษาเขียน “ตัวเมือง” ซึ่งมักจะจารอยู่ใน “ปั๊มสา” คัมภีร์ใบลานที่พระภิกษุใช้อ่านเขียนเรียนพระธรรม  และใช้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ตำนานจามเทวีวงศ์ ชินกาลมาลีปกรณ์

อู้เมือง

เชียงใหม่มีการออกเสียงที่ไม่เหมือนคนภาคอื่น รวมทั้งศัพท์บางคำด้วยในการออกเสียง ตัว ร  จะเป็นตัว  ฮ  เช่น รัก – ฮัก, เรือ – เฮือ  ตัว ข  ออกเสียงเป็น  จ  เช่น  ช้าง – จ๊าง, ผู้ชาย – ป้อจาย หรืออย่างคำศัพท์ เช่น คำสรรพนามบุรุษที่ 1 มี เฮา, ฮา, ข้าเจ้า สรรพนามบุรุษที่ 2 มี เปิ้น, คิง, ท่าน  สรรพนามบุรุษที่ 3 มีมัน, เขา, เปิ้น  เป็นต้น  คำขานรับของผู้หญิงใช้ “เจ้า” ในความหมายเดียวกับค่ะ  ส่วนผู้ชายใช้ “คับ”  ซึ่งยืนมาจาก “ครับ”  ตัวเลขเรียกเหมือนคนภาคกลาง ยกเว้น “ยี่สิบ” คือ “ซาว”

            นอกจากนี้ยังมีดนตรีและการละเล่นพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การตีกลองสะบัดชัย ซึ่งใช้เป็นสัญญาณออกศึก  บอกข่าวในชุมชน หรือเป็นเครื่องประโคมฉลองชัย มีการเล่น “ค่าวซอ” ร้องบอกเล่าเรื่องราวคล้ายกับเพลงฉ่อยของภาคกลางหรือการ “ลำ” ของอีสาน มีเครื่องดนตรีเฉพาะ เช่น สะล้อ ที่คล้ายซอของภาคกลาง  และมีซึงที่คล้ายกีตาร์ รวมกับเครื่องเป่า เครื่องเคาะอื่น ๆ วงสะล้อ-ซึงเล่นได้ทุกงาน  พบอยู่เสมอทั้งในร้านอาหาร ศูนย์การค้า แม้แต่ภายในงานบุญตามบ้าน
            ในงานบุญ  งานปอย  มักมีการฟ้อนประกอบ ซึ่งมีการฟ้อนพื้นเมือง  ฟ้อนม่าน  และฟ้อนเงี้ยว  ที่พบเห็นกันบ่อยคือ  การฟ้อนดาบ  การฟ้อนเชิง  เป็นการแสดงท่าทางการต่อสู้  ส่วนการฟ้อนสาวไหม  ฟ้อนเล็บ  ฟ้อนเทียน  คิดค้นดัดแปลงขึ้นภายหลัง









Rim Doi Resort 46 Moo.4 Muang Ghay, Chiang Dao, Chiangmai Thailand. Tel. (6653)37-5028-9 ,
Mobile .081-7066876, 087-1922100
E-Mail rimdoi@rimdoiresort.com, webmaster@rimdoiresort.com

Designed By Idea Plus All Rights Reserved, Copyright 2006 © Rim Doi Resor
Site Requirement : Internet Exploer 4.0 + or Netscape Navigator 7.0 + 1024 x 768 Resolution

Welcome to Rimdoi Resort